ประวัติความเป็นมา
จุดกำเนิดแนวคิดของผู้บริหารที่รักที่จะสร้างความสุขเพื่อมอบให้กับนักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยโดยไม่รบกวนธรรมชาติ เป็นสถานที่เพาะพันธุ์โลมา และการแสดงโลมา 2 สองสายพันธุ์ ไทย นั่นก็คือ โลมาปากขวดหรือโลมาสีชมพู และ โลมาหัวบาตรหรือโลมาอิรวดี และนอกจากการแสดงโลมาแล้วก็ยังเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำกับโลมาด้วย จับได้สัมผัสได้ ชนิดที่เรียกว่า "เนื้อแนบเนื้อ"กันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความประทับใจ เป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่เป็น ครั้งหนึ่งในชีวิต
โลมาอิรวดี หรือปลาข่า
ลักษณะของโลมาอิรวดีจะมีครีบหลังรูปสามเหลี่ยมโค้งมน ขนาดไม่ใหญ่นัก สีของลำตัวจะเป็นสีน้ำเงินเทาตลอดตัว แต่บริเวณท้องจะมีสีจางลง โลมาอิรวดีตัวผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียเล็กน้อย อายุเฉลี่ยของโลมาอิรวดีอยู่ที่ประมาณ 30 ปีเป็นสัตว์เลือดอุ่น เลี้ยงลูกด้วยนม มีสายตารับภาพได้ดีทั้งบนบกและในน้ำ มีจมูกอยู่บนหัว จะหายใจก็ต่อเมื่ออยู่ที่ผิวน้ำโดยใช้ปอด ผิวหนังมีชั้นไขมัน (Blubber) ทำหน้าที่เป็นฉนวนป้องกันการสูญเสียความร้อน อาศัยอยู่ในน้ำจืดถึงน้ำเค็ม โลมาอิรวดีแรกเกิดลำตัวยาวประมาณ 1 เมตร และเมื่อโตเต็มวัยจะยาวถึง 2-2.75 เมตร หนักราว 115-130 กิโลกรัม โลมาอิรวดีเป็นสัตว์สังคม ชอบอยู่เป็นฝูงเล็กๆ รวม 6-10 ตัว ในบริเวณน้ำตื้นใกล้ชายฝั่ง มีความพิเศษกว่าโลมาหลายๆ ชนิด เพราะสามารถอาศัยอยู่ในน้ำจืดและน้ำกร่อยได้ เนื่องจากมีระบบไตที่ปรับตัวให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในน้ำจืดและน้ำกร่อยได้ดี โลมาสื่อสารโดยใช้เสียง สามารถส่งและรับสัญญาณเสียงสะท้อน (Echo) เพื่อใช้ในการสำรวจสภาพแวดล้อมและหาอาหารอาหารโปรดของโลมาอิรวดี ได้แก่ ปลาดุก หมึก และสัตว์ทะเลตัวเล็กๆช่วงฤดูผสมพันธุ์ของโลมาอิรวดีนั้นไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าน่าจะเป็นราวๆ เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม หรืออาจเลยไปถึงเดือนธันวาคม ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของทั้งสภาวะแวดล้อมและความเหมาะสมด้านต่างๆ ด้วย โลมาอิรวดีจะตกลูกเพียงปีละ 1 ตัว และหย่านมเมื่อลูกอายุได้ 2 ปี อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าสามารถเพาะเลี้ยงโลมาอิรวดีได้ ทำให้อัตราการเพิ่มของโลมาอิรวดีซึ่งเป็นการเพิ่มตามธรรมชาติค่อนข้างเป็นไปได้ช้าพบแพร่กระจายอยู่ในประเทศกลุ่มอินโด-แปซิฟิก ตั้งแต่อินเดียถึงออสเตรเลีย มีรายงานการพบในบังกลาเทศ พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และไทย แต่ละบริเวณจะพบโลมาอิรวดีอาศัยอยู่ในแม่น้ำ ชายฝั่ง หรือทะเลสาบน้ำกร่อย ซึ่งแต่ละแห่งมีจำนวนไม่มาก อีกทั้งโลมาอิรวดีที่มีอยู่ยังลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ ( ก็จัดให้โลมาอิรวดีอยู่ในบัญชีตัวแดง โดยอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างวิกฤต ส่วนในประเทศไทยนั้น โลมาอิรวดีเป็นหนึ่งในบรรดาโลมาราว 7-10 ชนิด ที่พบในประเทศไทย มีรายงานการพบเป็นครั้งแรกเมื่อพ.ศ.2446ต่อมามีรายงานการพบเรื่อยๆ ทั้งบริเวณชายฝั่งอ่าวไทย โดยพบแถวชายทะเลจังหวัดตราด จันทบุรี ทะเลสาบสงขลา และแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมทั้งพบในบริเวณฝั่งทะเลอันดามันด้วยสำหรับแม่น้ำบางปะกง ประมาณ 50 ตัว แม่น้ำโขงประมาณ 67 ตัว ทะเลสาบสงขลาประมาณ 20-25 ตัว ชายฝั่งทะเลจังหวัดตราด ประมาณ 50 ตัว ชายฝั่งทะเลจังหวัดสตูลประมาณ 40 ตัว และตามชายฝั่งทะเลอันดามันประมาณ 60 ตัว รวมๆ แล้วประมาณ 300 ตัว สำหรับโลมาอิรวดีได้รับความสนใจ เมื่อประเทศไทยได้เสนอเพิ่มความคุ้มครองในอนุสัญญาไซเตสจากบัญชีสอง เป็นบัญชีหนึ่ง ห้ามไม่ให้มีการค้าขาย เพื่อให้เกิดการคุ้มครองมากขึ้นกว่าเดิม
โลมาปากขวด หรือ โลมาหัวขวด
เป็นสกุลของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลสกุลหนึ่ง
ใช้ชื่อสกุลว่า (/ทูร์-ไซ-ออฟส์/)
จัดอยู่ในวงศ์โลมามหาสมุทร (Delphinidae)มีลำตัวสีน้ำเงินเข้มอมเทา
สีจางหรือบางครั้งอมชมพูด้านท้อง จงอยปากค่อนข้างสั้นใหญ่ครีบหลังขนาดค่อนข้างใหญ่
เป็นรูปโค้งอยู่กึ่งกลางหลัง รูปร่างค่อนข้างอ้วน ไม่มีลายหรือจุดประแต่ประการใด
ขนาดเมื่อโตเต็มที่ยาวประมาณ 2.3-3.1 เมตร มีพฤติกรรมอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง
ในบางฝูงอาจพบได้ถึงหลายร้อยตัวจนถึงหลักพัน และชอบว่ายน้ำแข่งกับเรือขณะที่เรือเดินอยู่ในทะเลได้หลายไมล์[3]
และมีความเร็วในการว่ายน้ำประมาณ 40.5 กิโลเมตร/ชั่วโมงโลมาปากขวด เป็นโลมาที่ฉลาด
มีความแสนรู้ ขี้เล่น เป็นมิตรกับมนุษย์
จึงนิยมเลี้ยงไว้แสดงตามสวนสัตว์และสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำทั่วไป
พบกระจายพันธุ์ตามทะเลเปิดและมหาสมุทรเขตร้อนและเขตอบอุ่นรวมถึงเขตหนาวทั่วโลกแต่เดิมถูกแบ่งไว้เพียงชนิดเดียว
คือ โลมาปากขวดธรรมดา (T. truncatus) แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 1998
ได้มีการแบ่งออกเป็นอีกชนิดหนึ่ง คือ โลมาปากขวดอินโดแปซิฟิก (T. aduncus)[5]
[6] โดยมีความแตกต่างกันอยู่ที่ถิ่นที่อยู่อาศัย
เนื่องจากโลมาปากขวดธรรมดาจะพบในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งเป็นพื้นที่ ๆ
มีอากาศหนาวเย็น แต่โลมาปากขวดอินโดแปซิฟิก พบในพื้นที่ ๆ
เป็นอากาศอบอุ่นและพื้นที่เขตร้อน เช่น ในประเทศไทย เป็นต้น
และมีความแตกต่างกันที่สภาพกายภาพภายนอก กล่าวคือ โลมาปากขวดอินโดแปซิฟิก
มีจุดสีเทาเข้มประปรายตามลำตัวด้านข้างและด้านท้อง และมีขนาดลำตัวเล็กกว่าโลมาปากขวดธรรมดาจนกระทั่งในปี
ค.ศ. 2011 นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียได้ประกาศว่ามีโลมาปากขวดชนิดใหม่ คือ
โลมาปากขวดบูร์รูนาน (T. australis) โดยพบประมาณ 150 ตัวว่ายน้ำอย่างเริงร่าบริเวณท่าเรืออ่าวฟิลลิป
และทะเลสาบกิปป์สแลนด์ บริเวณชายฝั่งเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
ในตอนแรกคิดว่าเป็นโลมาปากขวดสองชนิดแรกที่รู้จัก แต่ทว่าเมื่อได้ทำการศึกษาลงไป
พบว่ามีความแตกต่างกันทางสรีระและกะโหลกศีรษะ
รวมถึุงความแตกต่างกันด้านดีเอ็นเอด้วย

